อ่านตอนเก่าๆ คลิกที่ลิ้งค์ข้างล่างครับ
ตอนที่ 4: ชิมชาหลงจิ่ง ชมโชว์ราชวงศ์ซ่ง
ตอนที่ 5: ซูโจว เวนิสแห่งเมืองจีน
ตอนที่ 6: อู๋ซี เมืองไข่มุกและพระใหญ่ที่สุดในโลก
วันนี้อาหารบุฟเฟ่ต์ตอนเช้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่
มีแต่แป้งๆ พวก ซาลาเปา หมั่นโถว ข้าวต้ม ผักดองซึ่งเค็มมาก
มีเกร็ดมาเล่า คนจีนเค้าดื่มน้ำส้มแบบอุ่นนะครับ ไม่มีแบบเย็นเหมือนเมืองไทย
ในไลน์บุฟเฟ่ต์เค้าจะมีไว้ให้ แต่มันค่อนข้างเจือจางมาก ไม่อร่อย
อากาศวันนี้หนาวกว่าเมื่อวาน น่าจะสิบองศาต้นๆ
เราเริ่มออกเดินทางจากหังโจวไปซูโจวโดยใช้ทางด่วนซึ่งสะดวกสบายกว่า
ระหว่างทางแวะจุดพักรถซึ่งมีจำหน่ายของมากมาย ที่ขึ้นชื่อคือเก๊กฮวย
ได้ลองดื่มแล้วหอม หวานชุ่มคอมาก
ดอกเก๊กฮวยที่นี่จะดูใหม่สด สีออกขาวๆ ไม่ดำคล้ำๆ เหมือนที่ขายที่เมืองไทย
มีเกรดแพงพิเศษจะเป็นดอกตูม คณะทัวร์ก็ซื้อคนละถุง ๆ
จากนั้นก็เดินออกมาเป็นเหมือนซุปเปอร์มาร์เก็ตขายของกินหลากหลาย ราคาก็ไม่แพงมาก
โดยเทียบจากลูกอมชาเขียว เมื่อวานที่สวนชาขายสิบหยวน ที่นี่ขายแค่ห้าหยวนเอง
เล่นเอาคนที่ซื้อไปเมื่อวานชอกช้ำ
ผมซื้อเกาลัดคั่วครึ่งกิโล สิบหยวนเอง ถูกมากๆ
มีที่น่าสนใจอีกอย่างคือพุทราจีน รสชาติจะหวานกรอบอร่อยกว่าพุทราไทยมาก
ลูกเล็กๆ ราคาถุงละ 10 หยวน

คลองกว้างๆ น้ำใสๆ สะพานโค้งแบบนี้มีให้เห็นทั่วเมืองซูโจว
หลังจากเสียเวลาช็อปกันพักใหญ่ เราก็เดินทางสู่เมืองซูโจว
ซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่ามีคลองมากมาย เป็นเวนิสตะวันออกของจีน
ลักษณะเมืองจะพยายามอนุรักษ์หรือไม่งั้นก็สร้างสิ่งก่อสร้างเลียนแบบของโบราณ
เช่นพวกเก๋งจีน กำแพงเก่าๆ
เราแวะพักทานอาหารเที่ยงซึ่งไม่ค่อยมีอะไรอร่อยเท่าไหร่ จะออกมันๆ ซะมาก
สภาพบ้านเมืองที่นี่ดูเป็นธรรมชาติและเงียบสงบกว่าหังโจว
นั่งรถไปก็จะเห็นคลองมากมาย
คลองที่นี่ขนาดก็กว้างขวางมาก ว่ากันว่าสมัยโบราณฮ่องเต้สั่งให้คนขุดขึ้นมา
เพื่อใช้ลำเลียงสินค้าไปส่งยังเมืองหลวง

ด้านหน้าวัดซีหยวน
เราเดินทางไปวัดซีหยวน ซึ่งรอบๆ วัดจะมีต้นแป๊ะก้วยสีเหลืองอร่าม
ต้นแป๊ะก้วยจะมีสองเพศคือ ตัวผู้กับตัวเมีย ต้องปลูกไว้คู่กัน ไม่งั้นจะไม่มีลูก
คนจีนไม่ค่อยรับประทานแป๊ะก้วยแต่จะส่งออกไปขายมากกว่า

บรรยากาศภายในวัด

ต้นแปะก้วย ใบสีเหลืองทองสวยมากๆ

เจ้าแม่กวนอิมพันมือ (น่าจะถึงพันนะ มือเยอะจริงๆ)

พระอรหันต์ 500 รูป ที่ไม่มีองค์ไหนเหมือนกันเลย
ภายในวัดมีจุดเด่นคือ พระอรหันต์ 500 รูป ว่ากันว่าถ้าจะนับว่ามีครบต้องนับจนได้ถึง 500
จะลองนับครึ่งๆ กลางๆ ไม่ได้จะทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ
มีการทำนายดวงชะตาด้วย ผู้ชายให้วนจากด้านซ้าย ผู้หญิงให้วนจากด้านขวา
นับไปเรื่อยๆ โดยนับตามอายุบวกหนึ่ง จนถึงพระองค์ใด ให้ดูเลขกำกับ แล้วมาหยิบคำทำนาย
นอกจากนั้นยังมีเจ้าแม่กวนอิมพันมือพันตา จี้ก้ง ทวารบาลทั้งสี่ซึ่งหน้าตาน่ากลัวมาก

ศาลาองค์กลาง โดดเด่นที่สุดในวัด
บรรยากาศภายในวัดดูสงบร่มรื่นดี
อันที่จริงเราน่าจะได้เดินดูอะไรมากกว่านี้ เพราะดูจากแผนที่แล้วเหลืออีกหลายศาลาที่เรายังไม่ได้เข้าไปเลย
แต่เวลากระชั้นมาก ทำให้เราต้องออกเดินทางต่อ
การเดินทางมากับทัวร์ก็มีข้อเสียแบบนี้แหละ คือเราจะทำอะไรตามที่เราอยากทำไม่ได้
แต่ถ้าเรามาเอง อยากหยุดดูอะไรที่ไหนก็ได้

สวนหลิวหยวน โดดเด่นด้วยสิ่งปลูกสร้างโบราณทำจากไม้ และการจัดสวนอย่างกลมกลืน
จากนั้นเราเดินทางไปสวนหลิวหยวน ซึ่งเป็นมรดกโลก
และเป็นหนึ่งในสี่ของสวนสวยของเมืองจีน ใช้เวลาก่อสร้างกว่า 40 ปี
ภายในจัดแบ่งเป็นโซนๆ มีทั้งห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น สวนแบบต่างๆ สระน้ำ
มีพันธุ์ไม้หลากหลาย จุดเด่นคือ หินสวยงามรูปหงส์ ซึ่งติดอันดับความสวยงามหนึ่งในสี่ของประเทศจีน
มีหินอ่อนที่มีลายแปลกๆ ซึ่งเกิดจากธรรมชาติ มองไปเหมือนรูปวิวทิวทัศน์

พื้นบางช่วงนำกรวดเม็ดเล็กๆ มาเรียงเป็นรูป สวยงามมาก

สวนตบแต่งด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิดกับหินรูปทรงแปลกตา

หินรูปหงส์ที่ติดอันดับสวยงามที่สุดในประวัติศาสตร์จีน (โปรดใช้จินตนาการ)

หินอ่อนลวดลายที่เกิดตามธรรมชาติ ดูเหมือนวิวทิวทัศน์

สวนหิน
เดินทางต่อไปยังโรงงานผ้าไหม ได้ดูกรรมวิธีการสาวไหมโดยใช้เครื่อง
ไหมรังเล็กจะมีตัวไหมตัวเดียว คุณภาพเส้นไหมดีกว่าจะเอาไปทำผ้าไหม
ส่วนไหมรังใหญ่จะมีไหมสองตัว เส้นไหมไม่ดีเท่า เอาไปทำไส้ผ้านวม
ซึ่งหนึ่งผืนต้องใช้รังไหมกว่า 15000 รัง ได้เห็นกรรมวิธีการทำด้วย น่าตื่นเต้นดี
ราคาก็ตกผืนละประมาณ 2000-4000 บาท เห็นเค้าว่ามันทนทาน เหนียว ไม่อมฝุ่น
ถือเป็นของฝากที่คนนิยมซื้อหากันมาก
ผมก็ไม่ชอบเหมือนกัน..