อ่านเรื่องทั้งหมด
Cameron Highlands ภาค 1 (9 กรกฎาคม 2549)
Cameron Highlands ภาค2 (10 กรกฎาคม 2549)
align="left" />ปีนัง ภาค 1 (7 กรกฎาคม 2549)
เคยได้ยินชื่อ ปีนัง อยู่บ่อยๆ แต่ไม่คิดว่าวันนึงจะมีโอกาสได้มายืนอยู่บนเกาะแห่งนี้
รู้แต่ว่าเมื่อสมัยก่อนนู้น เคยเป็นสมบัติของไทยมาก่อน แต่ภายหลังจำต้องสละเพื่อรักษาเอกราชของชาติไว้ เมื่อก่อนพวกลูกหลานคนรวยก็มีหลายคนถูกส่งมาเรียนที่ปีนัง เพราะมีโรงเรียนคอนแวนต์ที่สอนภาษาอังกฤษ และค่าใช้จ่ายอาจจะย่อมเยากว่าส่งไปเรียนแถบยุโรป
ผมออกเดินทางด้วยเจ้าหางแดงหรือสายการบินไทยแอร์เอเชีย เที่ยวบินเจ็ดโมงกว่าๆ ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงกว่าก็มาถึงเกาะปีนัง เวลาที่ปีนังจะเร็วกว่าไทยหนึ่งชั่วโมง ต้องปรับนาฬิกากันหน่อย
ก่อนเครื่องแลนดิ้งลง เจ้าหน้าที่จะนำสเปรย์ฆ่าเชื้อโรคมาฉีดตามทางเดิน ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของประเทศมาเลเซีย กลิ่นมันฉุนมาก ระหว่างที่ฉีด ก็นึกในใจว่า เชื้อโรคน่ะคงไม่ตายง่ายๆ หรอก แต่คนที่กำลังดมอยู่เนี่ยจะตายไปซะก่อน แต่ก็ผ่านมาได้แบบมึนๆ นิดหน่อย
ลงสนามบินแล้วก็เดินเข้าตัวตึก ขนาดสนามบินก็ไม่ใหญ่มากนัก ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองฉลุยไม่มีปัญหากวนใจ ตัวสนามบินอยู่ห่างจากตัวเมืองพอสมควรครับ ย่านกลางเมืองของปีนังจะเรียกว่า Georgetown เป็นศูนย์กลางของเกาะนี้ เราจึงต้องมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองจอร์จทาวน์กัน
การเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองมีให้เลือกสองวิธีครับ
วิธีแรก รถเมล์ ซึ่งต้องเดินออกจากสนามบินลัดเลาะไปตามรั้ว เดินประมาณเกือบหนึ่งกิโลเพื่อไปรอยังป้ายรถเมล์ ค่ารถน่าจะประมาณ 2.5 ริงกิต
วิธีที่สอง แท็กซี่ มีให้เลือกแบบซื้อคูปองภายในสนามบิน ซึ่งจะคิดค่าบริการแบ่งตามโซน เช่นถ้าไปตัวเมืองจอร์จทาวน์เลยก็ประมาณ 38 ริงกิตมั๊ง แต่ผมพักที่หาด Tunjung Bunga เลยตัวเมืองออกไปอีกประมาณ เกือบ 10 กิโลเมตร ค่ารถแท็กซี่เป็นโซนสองราคาอยู่ที่ 47 ริงกิตครับ
พูดเรื่องอัตรแลกเปลี่ยน 1 ริงกิต =10.5-11 บาท แล้วแต่ร้านที่เราไปแลก วันที่ไปไม่ได้เตรียมแลกเงินไปก่อน ต้องไปแลกที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งได้เรตที่ห่วยมากๆแต่ก็จำใจต้องแลกไปก่อน พอไปเช็คที่สนามบินปีนังเรทดีกว่าอีก ยิ่งเข้ามาในเมืองบริเวณใต้ตึกคอมต้าร์ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองได้เรทดีที่สุดเลยตั้งแต่แลกมาคือ 100 บาทไทยได้ 9.6ริงกิตครับ
ผมเลือกขึ้นแท็กซี่ครับ ถึงแม้ว่าจะแพงแต่ก็จำเป็น รถแท็กซี่ที่นี่จำกัดคนนั่งไม่เกินสี่คนต่อคันนะครับไม่เหมือนเมืองไทยที่จะอัดเท่าไหร่ก็ได้ถ้าคนขับไม่ด่าเอาซะก่อน ผมไม่แน่ใจว่าแท็กซี่เค้ามีมิเตอร์หรือเปล่า แต่ถึงจะมีคุณก็ลืมไปได้เลยเรื่องการเปิดมิเตอร์ ที่นี่ต้องใช้การเจรจาต่อรองอย่างเดียว ซึ่งค่าแท็กซี่แพงพอสมควรครับ ดังนั้นเลือกนั่งรถเมล์ดีกว่านะ
เรานั่งแท็กซี่ออกจากสนามบินมาได้ซักระยะ ผมก็ขอให้คนขับแวะจุดท่องเที่ยวแรกเลยคือ วัดงู หรือ Snake Temple เพราะว่าเป็นจุดที่จะวิ่งผ่านอยู่แล้ว และเราคงไม่ได้แวะมาดู เพราะอยู่ห่างจากตัวเมืองมาก
วัดงูหรือ Snake Templeสร้างขึ้นในปี 1850 เพื่อเป็นการสักการะเทพเจ้า ว่ากันว่าเป็นที่หลบภัยของงูพิษที่เป็นลูกน้องของเทพเจ้า สมัยก่อนงูจะมาชุมนุม เลื้อย พัน บริเวณกระถางธูป โคนเสา เชื่อกันว่า ควันธูปจะทำให้งูหมดพิษ แต่ปัจจุบัน แทบไม่เหลืองูอยู่แล้วนะครับ สำหรับใครที่ไม่มีเวลาก็ตัดวัดนี้ออกจากลิสต์ได้เลย



คนขับให้เวลาเราแวะที่วัดนี้ไม่เกิน 10 นาที ไม่งั้นจะคิดตังค์เพิ่มเราจึงรีบเดินดุ่มๆ ดู อันที่จริงในวัดยังมีจุดน่าสนใจอีก เช่น ศาลเจ้าแม่กวนอิม ฟาร์มงู แต่ด้วยเวลาอันจำกัดจึงดูได้เพียงผ่านๆ ครับ
จากวัดงูเราก็มุ่งหน้าเข้าเมืองกัน ผมผ่านย่านนิคมอุตสาหกรรม ผ่านป่าเขา และเริ่มเข้าสู่เขตเมืองซึ่งคละเคล้ากันไปด้วยตึกใหม่ๆ และบ้านเก่าๆ สองฟากฝั่งถนนความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ ย้ำว่าใหญ่จริงๆ คนต้องปลูกกันมาเป็นหลายๆสิบปีแน่ ไม่ใช่เพิ่งมาปลูก แสดงว่าทางการเค้าให้ความใส่ใจในการอนุรักษ์มาก
นั่งรถมาได้ประมาณ 30 นาทีเราก็มาถึงโรงแรมที่พักชื่อ Crown Jewel Hotel สภาพโรงแรมก็โอเคแหละ ติดชายหาด ภายในห้องกว้างมาก มีเตียงขนาด Queen Size ให้ถึงสองเตียงต่อห้อง นอนได้สี่คนสบายๆ แถมนอนพื้นได้อีกนะถ้าไม่รังเกียจ รู้งี้แอบสิงดีกว่า ราคาที่จองผ่านเนตอยู่ที่ 113 ริงกิตต่อคืนรวมอาหารเช้าบุฟเฟ่ต์ด้วย ถ้าเป็นโรงแรมย่านในเมืองก็ประมาณ 80 ริงกิต แต่ที่จองที่นี่เพราะกะจะมาชมหาดทรายด้วยครับ



แวะพักเก็บข้าวของ ล้างหน้าล้างตาแล้วเตรียมตะลุยเมืองปีนังกันนะครับ
หน้าโรงแรมมีป้ายรถเมล์พอดี สะดวกดีเหมือนกัน รถเมล์ที่ปีนังเก่ามากกกกก สู้รถเมล์เมืองไทยไม่ได้เลย เก่ากว่าพวกรถร่วมอีกนะ รถเมล์ก็วิ่งกันเป็นสายตามเส้นทาง ค่ารถก็ขึ้นกับระยะทางครับ ที่นี่ต้องขึ้นประตูหน้า และลงประตูหลัง ขึ้นไปปุ๊บก็บอกคนขับว่าจะไปไหน เค้าก็จะบอกราคาก็จ่ายไป แต่ไม่ต้องกลัวนะที่นี่มีเงินทอนให้ด้วย รถเมล์ทุกสายจะต้องวิ่งผ่านตึกคอมต้าร์ ซึ่งเป็นเหมือนศูนย์กลางการขนส่งของที่นี่ อ่อ ตึกคอมต้าร์คือตึกที่สูงที่สุดในปีนังนะครับ น่าจะประมาณ 60 ชั้นได้ ภายในตึกก็มีออฟฟิส มีห้างสรรพสินค้า คือมีทุกอย่างแหละในตึกนั้น หากคุณนึกอะไรไม่ออกก็ไปลงคอมต้าร์ไว้ก่อนแล้วกันนะ

ตารางการท่องเที่ยววันนี้จะออกเดินชมตามเส้นทางประวัติศาสตร์เพื่อชมสถานที่น่าสนใจมากมายตามแผนที่ Heritage Trail ครับ เราขึ้นรถเมล์จากหน้าโรงแรมแล้วถามคนขับว่าจะไป Clock Tower คนขับบอกโอเคๆ แต่..... มันดันสุดสายแค่ที่ท่าเรือครับ ยังไม่ถึง Clock Tower ซะกะหน่อย เราต้องเดินเคว้งคว้างกางแผนที่หากันใหญ่ แต่ดูจากแผนที่แล้วคงไม่ไกลมากจากท่าเรือ การเดินจึงเริ่มขึ้น

เดินมาได้ไม่นานก็เข้าสู่ย่านหอนาฬิกาแล้ว ไชโยๆ แต่กองทัพต้องเดินด้วยท้องฉันใด เราก็ต้องหาของกินฉันนั้น ว่าแล้วก็มองหา Hawker หรือศูนย์อาหารกันซักหน่อย ไม่ไกลจากหอนาฬิกามีอยู่ที่หนึ่งมีอาหารขายอยู่เยอะเชียว แถมคนกินก็เยอะ น่าจะอร่อยใช้ได้แหละนะ
เรายึดหลักว่า มาถึงถิ่นเค้าแล้วก็ต้องลองชิมอาหารท้องถิ่นดู เพียงก้าวแรกที่เข้ามาที่ศูนย์อาหารเราก็สะดุดตากับเจ้าข้าวห่อใบตองเจ้านี้ เรียกว่า นาซี เลอมัก เป็นข้าวหุงด้วยกะทิ จากนั้นราดด้วยแกงที่มีส่วนผสมของปลา เครื่องแกงต่างๆ รสชาติ หอม มัน หวานนิดๆ เผ็ดหน่อยๆ เค็มนิดๆ ถูกปากคนไทยแน่ๆ ถ้าร้านไฮโซหน่อยก็จะใส่ไก่ทอด ปลาทอด เพิ่ม แต่นี่เป็นแบบประหยัดมีไข่ต้มเพิ่มมาครึ่งซีก ราคาเหรอ 1.2 ริงกิตเอง

อาหารอีกอย่างที่เป็นที่เลื่องลือของปีนังคือ ก๋วยเตี๋ยวผัด หรือเค้าเรียกว่า ชาก๋วยเตี๋ยว (ชาภาษาจีนแปลว่า ผัด) ลักษณะก็คงคล้ายๆ พวกผัดหมี่บ้านเราแหละ แต่ที่นี่เค้าจะใส่กุ้งกับหอยแครงลงไปด้วย รสชาติเหรอ เค็มอย่างเดียวเลยครับ ไม่ถูกปากเท่าไหร่ ถ้าให้ดีพกน้ำตาล พริกป่นไปด้วยนะครับ เอาไว้ใส่เพิ่มรสกัน

นอกจากสองอย่างข้างบนแล้วเราก็ได้ลองชิม ฮกเกี้ยนหมี่ เป็นเหมือนบะหมี่น้ำ แต่รสชาติดีแหละ มีใส่พริกคล้ายๆ พริกเผามาด้วย ส่วนอีกอย่างที่ลองชิมไปคือ Clay Pot หรือ ข้าวอบหม้อดิน รสชาติก็มีรสเค็มรสเดียวอีกแล้ว

ราคาอาหารที่นี่ส่วนใหญ่ก็เริ่มที่ประมาณ 2.5-5 ริงกิตครับ น้ำหวานก็ประมาณ 1กว่าๆ ไปถึง 2 ริงกิต ผมว่าราคาอาหารโอเค แต่พวกเครื่องดื่มแพงไปหน่อยนะ และขอแนะนำว่าอย่าได้ลองชิมพวกชาเย็นเลยครับ ไม่อร่อยเลย ชิมมาหลายร้านแล้วสู้เมืองไทยไม่ได้ซักกะร้านเดียว รสชาติเค้าจะจืดๆ จางๆ ไม่เข้มข้นเอาซะเลย
อิ่มกันแล้วใช่ไหมครับ มาเดินต่อกันเลย
เดินจากศูนย์อาหารก็จะเจอตึกนี้ครับ สวยดี แต่ไม่ได้เป็นจุดแนะนำในแผนที่ครับ

เดินต่อมาอีกอึดใจเดียวจะเห็น Clock Tower สูง 60 ฟุต สร้างโดยเศรษฐีคนหนึ่ง ในโอกาสครบรอบ 60 ปีของราชินีวิคตอเรียแห่งอังกฤษ

ใกล้ๆ กับหอนาฬิกามีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอยู่ครับ แวะไปเอาแผนที่ ข้อมูลต่างๆ ได้ หรือจะแวะไปรับไอเย็นฉ่ำอย่างผมก็ได้ไม่ว่ากันนะ
วันนี้พอแค่นี้ก่อนเมื่อยแล้วครับ ติดตามตอนต่อไป (อีกหลายตอน) ได้ใหม่ในโอกาสหน้า